
เจาะลึก Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์ 2026: คุ้มค่าการลงทุนซื้อ-เปลี่ยนคันใหม่ หรือควรชะลอเพื่อรอรุ่นถัดไป?
กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในเซกเมนต์ Luxury Car ทั่วโลกและในประเทศไทยปี 2026 นี้ ทวีความดุเดือดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการเปิดตัวเวอร์ชันปรับโฉมครั้งใหญ่ของพี่ใหญ่ระดับแฟล็กชิปอย่าง Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์ ที่รอบนี้ค่ายดาวสามแฉกไม่ได้มาแค่ปรับหน้าตากันตามธรรมเนียม แต่เป็นการยกเครื่องสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบควบคุมการขับขี่แบบพลิกโฉม เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในตลาดรถหรูที่เน้นความคุ้มค่าด้านเทคโนโลยีและระยะทางวิ่ง
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์หรูและการวางแผนการเงินสำหรับที่อยู่อาศัยรวมถึงสินทรัพย์ระดับ High-end มานานกว่า 10 ปี ผมมองว่าการปรับโฉมรอบนี้ของ Mercedes-Benz EQS เป็นจังหวะชีวิตที่น่าสนใจมากสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนที่มีงบประมาณในระดับ 7-8 หลัก อย่างไรก็ตาม การจะจ่ายเงินก้อนโตในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านเร็วขนาดนี้ จำเป็นต้องคิดให้รอบด้าน ทั้งในแง่ของต้นทุนทางการเงิน มูลค่าเสื่อมราคา และความคุ้มค่าของการใช้งานจริง
บทความนี้เราจะมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกแบบเนื้อๆ เน้นๆ ว่า Mercedes-Benz EQS รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2026 มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง และในมุมมองของนักวางแผนกลยุทธ์ทางการเงิน คุณควรจะตัดสินใจอย่างไรกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้
สรุปความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: อะไรใหม่ใน Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์
การอัปเกรดรอบนี้เรียกได้ว่าเป็น “Big Minorchange” ส่งท้ายแพลตฟอร์มนี้อย่างสมศักดิ์ศรี ก่อนที่ในอนาคตอันไกลค่ายดาวสามแฉกจะขยับขยายไปสู่การใช้โครงสร้างร่วมกับ S-Class เจนเนอเรชันถัดไป โดยไฮไลต์สำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมีดังนี้ครับ:
ยกระดับระบบไฟเป็น 800 โวลต์ และแบตเตอรี่อึดขึ้น 926 กม.
นี่คือหัวใจสำคัญของการปรับโฉมปี 2026 รถยนต์ Mercedes-Benz EQS รุ่นใหม่เปลี่ยนมาใช้ระบบสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ (800V Architecture) พร้อมขยายความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนให้ใหญ่ขึ้นเป็น 122 kWh ในรุ่นหลัก
ผลลัพธ์ที่ได้คือในรุ่นยอดฮิตอย่าง EQS 450+ สามารถทำระยะทางวิ่งสูงสุดได้ไกลถึงประมาณ 926 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือว่าทลายกำแพงความกังวลเรื่องระยะทาง (Range Anxiety) สำหรับการขับขี่ทางไกลข้ามจังหวัดในประเทศไทยไปได้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบชาร์จกระแสตรง (DC Fast Charging) ยังอัปเกรดให้รองรับกำลังไฟสูงสุดถึง 350 kW ใช้เทคนิคพิเศษแยกแบ่งแบตเตอรี่ชาร์จพร้อมกัน 2 ชุด ทำให้ชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถวิ่งต่อได้ไกลถึง 320 กิโลเมตร
เทคโนโลยีระบบเลี้ยว Steer-by-Wire และพวงมาลัย Yoke สุดล้ำ
จุดเปลี่ยนด้านการควบคุมที่ถือเป็น Talk of the Town คือการนำระบบ Steer-by-Wire หรือพวงมาลัยไฟฟ้าที่ตัดแกนพวงมาลัยแบบกลไกออกไป แล้วใช้การส่งสัญญาณดิจิทัลแทน ระบบนี้ช่วยให้คอมพิวเตอร์คำนวณน้ำหนักและการตอบสนองได้อย่างแม่นยำและนุ่มนวลมาก โดยเฉพาะเวลาขับขี่ในเมืองหรือขณะจอดรถที่ความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะปรับอัตราทดให้เลี้ยวได้กระชับขึ้นโดยไม่ต้องสาวพวงมาลัยหลายรอบ
นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังเพิ่มออปชันพวงมาลัยทรง Yoke (สไตล์ล้ำอนาคตตัดตรงด้านบนและล่าง) มาให้เลือกเปิดประสบการณ์ใหม่ แต่สำหรับลูกค้ากลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ยังคุ้นชินกับความคลาสสิก ทางค่ายก็ยังเปิดทางให้เลือกติดตั้งพวงมาลัยทรงกลมแบบปกติได้เช่นกัน
ขุมพลังใหม่และระบบเกียร์ 2 จังหวะ (2-Speed Transmission)
ไลน์อัปมอเตอร์ไฟฟ้าถูกปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่ทั้งหมด โดยรอบนี้พ่วงระบบเกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะเข้ามาที่เพลาขับ ซึ่งเทคโนโลยีนี้คล้ายกับที่ใช้ใน Porsche Taycan ข้อดีคือช่วยเพิ่มแรงบิดและอัตราเร่งตอนออกตัวให้จัดจ้านขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงบนมอเตอร์เวย์ เกียร์สองจะช่วยลดรอบการทำงานของมอเตอร์ ส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น โดยแบ่งรุ่นย่อยหลักๆ ดังนี้:
EQS 400: ให้กำลังสูงสุด 362 แรงม้า
EQS 500 4MATIC: ให้กำลังสูงสุด 469 แรงม้า
EQS 580 4MATIC: ให้กำลังสูงสุด 577 แรงม้า
What This Means for You: การปรับโฉมครั้งนี้มีความหมายต่อเงินในกระเป๋าคุณอย่างไร?
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับปรุงสเปกครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความเท่หรือความล้ำสมัย แต่มันคือการแก้ปัญหาทางเศรษฐศาสตร์และข้อจำกัดของ EV ยุคแรกอย่างตรงจุด:
มูลค่าขายต่อ (Resale Value) ที่มั่นคงขึ้น: ปัญหาใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูในช่วงปีที่ผ่านมาคือราคาขายต่อที่ร่วงลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ตกรุ่นไว แต่การที่ EQS ไมเนอร์เชนจ์ขยับมาใช้ระบบ 800V และแบตเตอรี่ 122 kWh วิ่งไกลทะลุ 900 กม. หมายความว่ารถคันนี้จะยังคงมีสเปกที่ทันสมัยและแข่งขันในตลาดมือสองได้ยาวนานไปอีกอย่างน้อย 5-7 ปี ลดความเสี่ยงเรื่องมูลค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ลงไปได้มาก
ลด Opportunity Cost (ต้นทุนค่าเสียเวลา): สำหรับนักธุรกิจระดับ Top Management เวลาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด การที่รถสามารถชาร์จ DC 350 kW จาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาไม่ถึง 20 นาที หรือชาร์จแปดเก้านาทีวิ่งได้สามร้อยกิโลเมตร ช่วยให้การเดินทางติดต่อธุรกิจราบรื่น ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอรถชาร์จไฟนานๆ ตามสถานีสาธารณะ
Should You Buy, Wait, or Rent/Invest? วิเคราะห์กลยุทธ์ตามสถานการณ์การเงิน
ถ้าคุณกำลังสนใจ Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์รุ่นปี 2026 นี้ คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินคือ “พิจารณาตามพอร์ตสินทรัพย์และรูปแบบการใช้งานของคุณ” โดยผมขอแบ่งคำแนะนำออกเป็น 3 แนวทางหลักๆ ดังนี้ครับ:
แนวทางที่ 1: เลือกซื้อทันที (Buy Now)
เหมาะสำหรับ: ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการที่ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดบ่อยครั้ง (เช่น กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ หรือ กรุงเทพฯ – ภูเก็ต) และต้องการความสะดวกสบายระดับ First Class ควบคู่กับการประหยัดค่าน้ำมัน
Expert Insight: ด้วยระยะทางวิ่งเกือบ 926 กม. คุณสามารถขับรถลงใต้หรือขึ้นเหนือได้โดยแวะชาร์จไฟเพียงครั้งเดียวหรือแทบไม่ต้องชาร์จระหว่างทางเลย หากคุณมีงบประมาณพร้อม และสามารถนำค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายของรถไปหักลดหย่อนภาษีในนามนิติบุคคลได้ การซื้อ EQS ไมเนอร์เชนจ์ตัวนี้ถือเป็นการลงทุนเพื่อภาพลักษณ์และความสะดวกสบายที่คุ้มค่าสูงสุดในชั่วโมงนี้
แนวทางที่ 2: ชะลอเพื่อรอดูท่าที (Wait)
เหมาะสำหรับ: คนที่ปัจจุบันขับ S-Class (W223) เครื่องยนต์ดีเซลไฮบริดหรือปลั๊กอินไฮบริดอยู่แล้ว และเน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก
เหตุผล: รถยนต์ S-Class ปัจจุบันยังทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในแง่ความหรูหรา หากคุณไม่ได้เดือดร้อนเรื่องค่าน้ำมันและการขับขี่ในเมืองไม่ได้ดึงศักยภาพแบตเตอรี่ 122 kWh ออกมาใช้เต็มที่ การรอคอยเพื่อดูการขยับตัวของ S-Class เจนเนอเรชันถัดไปที่อาจจะหลอมรวมเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ามาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ก็เป็นทางเลือกที่เซฟเงินสดในมือไว้เก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นก่อนได้
แนวทางที่ 3: เลือกใช้สัญญาเช่าดำเนินงาน / เช่าซื้อนิติบุคคล (Lease/Refinance)
เหมาะสำหรับ: นักลงทุนหรือเจ้าของบริษัทที่ไม่ต้องการให้งบดุลของบริษัทมีสินทรัพย์เสื่อมราคา過大 (มากเกินไป) และต้องการเปลี่ยนรถใหม่ทุกๆ 3-4 ปี
คำแนะนำ: แนะนำให้ดีลกับสถาบันการเงินหรือ Mercedes-Benz Mobility โดยใช้รูปแบบสัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) เพราะคุณสามารถหักค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และเมื่อครบสัญญา 3-4 ปี ก็เพียงแค่คืนรถเพื่อเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่เทคโนโลยีปี 2030 โดยไม่ต้องปวดหัวกับราคาขายต่อในตลาดมือสอง
Case Study: การจัดสรรงบประมาณระหว่างสองผู้บริหาร (Buyer A vs Buyer B)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเงิน ลองมาดูสถานการณ์สมมติที่อ้างอิงจากพฤติกรรมลูกค้าจริงในตลาดรถหรูปี 2026 กันครับ
ผู้บริหาร A (นักลงทุนสาย Aggressive): ตัดสินใจซื้อ Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์ด้วยการจัดไฟแนนซ์ ดาวน์ 30% และนำเงินสดส่วนที่เหลืออีกประมาณ 4-5 ล้านบาท ไปลงทุนในกองทุนรวมและอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-8% ต่อปี ผลลัพธ์คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถนำมาครอบคลุมค่างวดรถบางส่วนได้ และบริษัทของเขายังได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีจากตัวรถไฟฟ้าตามนโยบายสนับสนุนของรัฐปี 2026
ผู้บริหาร B (เน้นจ่ายสดเพื่อความสบายใจ): ควักเงินสดก้อนใหญ่จ่ายเต็มจำนวนเพื่อซื้อรถตัดปัญหาหนี้สิน แต่ปรากฏว่าในอีก 2 ปีต่อมา ธุรกิจต้องการกระแสเงินสดหมุนเวียนด่วน ทำให้เขาต้องนำรถไปเข้ากระบวนการ refinancing หรือขอสินเชื่อรถแลกเงิน ซึ่งทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยซ้ำซ้อนและเผชิญกับมูลค่าประเมินของรถที่ลดลงตามปี
บทเรียนจากกรณีนี้: สำหรับรถยนต์ระดับราคาหลายล้านบาท การใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น home loans ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการจัดไฟแนนซ์รถยนต์หรูที่มีแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษ มักจะให้ความคล่องตัวทางการเงินและรักษา Liquidity (สภาพคล่อง) ได้ดีกว่าการจ่ายเงินสดทั้งหมด
Best Financial Strategies Right Now (2026) แนวทางการเงินที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของ
หากคุณตัดสินใจแล้วว่า Mercedes-Benz EQS รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต นี่คือกลยุทธ์ทางการเงินที่คุณควรนำไปเจรจากับที่ปรึกษาทางการเงินหรือเซลส์ผู้ดูแล:
เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและแคมเปญ (Comparison & Mortgage Rates Logic): อย่าเพิ่งตกลงปลงใจกับข้อเสนอแรก ให้ทำการเปรียบเทียบวงเงินและอัตราดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินอย่างน้อย 2-3 แห่ง บางครั้งการผูกแพ็กเกจสินทรัพย์ร่วมกับสินเชื่อประเภทอื่น หรือการมีประวัติเครือข่ายบัญชีเงินฝากระดับ Wealth กับธนาคาร จะช่วยให้คุณได้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษที่ต่ำกว่าตลาดทั่วไป
ตรวจสอบมาตรการสนับสนุนและภาษีสรรพสามิตปี 2026: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยปี 2026 ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ในแง่ของภาษีประจำปีที่ถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปขนาดใหญ่ รวมถึงสิทธิ์การติดตั้ง EV Charger ที่บ้านในอัตราค่าไฟ TOU (Time of Use) ซึ่งช่วยประหยัดค่าพลังงานรายเดือนได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมันระดับ Premium Diesel/Gasoline
การเลือกประกันภัยชั้น 1 สำหรับ EV สมรรถนะสูง: ค่าซ่อมบำรุงและราคาแบตเตอรี่ระดับ 122 kWh นั้นสูงมาก สิ่งสำคัญคือต้องเลือกแผน insurance (ประกันภัยรถยนต์) ที่ครอบคลุมมูลค่าแบตเตอรี่ 100% และมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง อย่ามองแค่เบี้ยประกันที่ถูกที่สุด แต่ให้ดูที่วงเงินชดเชยสินทรัพย์และชื่อเสียงในการอนุมัติเคลมของบริษัทประกันนั้นๆ
Cost Breakdown: ประมาณการค่าใช้จ่ายและต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO)
เพื่อให้เห็นภาพตัวเลขที่จับต้องได้ ผมได้ทำตารางเปรียบเทียบงบประมาณโดยประมาณในการครอบครองและการใช้งาน Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์ ตลอดระยะเวลา 3 ปี (ระยะทางวิ่งเฉลี่ย 60,000 กม.) เพื่อให้คุณนำไปประกอบการตัดสินใจ:
| ประเภทค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ (บาท) | หมายเหตุ / แนวทางการประหยัด |
| :— | :— | :— |
| เงินดาวน์ขั้นต่ำ (25%) | 1,500,000 – 2,000,000 | ขึ้นอยู่กับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแต่ละรุ่นย่อย |
| ค่าชาร์จพลังงานไฟฟ้า (3 ปี) | 48,000 – 60,000 | คำนวณจากอัตราค่าไฟ TOU (รอบ Off-Peak) เฉลี่ยกิโลเมตรละ 0.8 – 1 บาท |
| ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (Maintenance) | 0 – 30,000 | ส่วนใหญ่ครอบคลุมด้วยโปรแกรม Mercedes-Benz Service Plus |
| เบี้ยประกันภัยชั้น 1 (3 ปี) | 210,000 – 270,000 | เฉลี่ยปีละ 70,000 – 90,000 บาท ขึ้นอยู่กับทุนประกันและประวัติ |
| ค่าติดตั้ง Wallbox Charger ที่บ้าน | 30,000 – 50,000 | แนะนำให้ปรับปรุงระบบไฟบ้านเป็น 3 เฟส เพื่อรองรับการชาร์จที่เร็วขึ้น |
Risk vs Reward Analysis:
Reward: คุณจะได้รถยนต์ที่ประหยัดต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่ารถใช้น้ำมันในระดับเดียวกันถึง 4-5 เท่า และได้เทคโนโลยีขับเคลื่อน 800V ที่ดีที่สุดของยุคนี้
Risk: ความเสี่ยงเดียวคือหากเทคโนโลยีโซลิดสเตตแบตเตอรี่ (Solid-State) พัฒนาแบบก้าวกระโดดเร็วกว่าที่คาดในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจส่งผลกระทบต่อราคาขายต่อของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบดั้งเดิม ทว่าด้วยความจุที่สูงถึง 122 kWh ของ EQS รุ่นนี้ ก็นับว่าเพียงพอต่อการใช้งานจริงไปอีกนับสิบปีโดยไม่ต้องกังวล
5 ความผิดพลาดทางการเงินที่ต้องหลีกเลี่ยง (Mistakes to Avoid)
จากประสบการณ์ที่ผมเคยเห็นลูกค้าซื้อรถหรูราคาแพง หลายคนมักจะพลาดในจุดเล็กๆ ที่สร้างความสูญเสียทางการเงินในระยะยาว ดังนี้ครับ:
มองข้ามการเตรียมระบบไฟที่บ้าน: แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 122 kWh หากคุณใช้ระบบไฟบ้าน 1 เฟสธรรมดาแบบเก่า การชาร์จไฟข้ามคืนอาจจะไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณจำเป็นต้องเผื่องบประมาณในการขอขยายมิเตอร์และการเดินสายไฟใหม่เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
ด่วนสรุปจ่ายเงินสดโดยไม่คำนวณสิทธิประโยชน์ทางภาษี: สำหรับบริษัทจำกัด การซื้อรถในนามนิติบุคคลสามารถนำไปหักค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท (หรือมากกว่าตามข้อกำหนดเฉพาะของรถยนต์ประหยัดพลังงาน) การจ่ายเงินสดในนามบุคคลธรรมดาอาจทำให้คุณเสียโอกาสในการบริหารภาษีตรงนี้ไป
ไม่ยอมศึกษาเงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่: แม้ Mercedes-Benz จะมีการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน (มักจะอยู่ที่ 8-10 ปี หรือ 160,000-250,000 กม.) แต่คุณต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดว่า การดัดแปลงระบบไฟหรือการนำรถไปลุยน้ำลึกเกินกว่าที่กำหนด จะส่งผลให้การรับประกันเป็นโมฆะหรือไม่
ตื่นเต้นกับพวงมาลัย Yoke จนลืมความถนัดจริง: พวงมาลัยทรง Yoke ดูล้ำสมัยและสวยงามมากในรูปถ่าย แต่ในชีวิตจริงหากคุณต้องขับรถในซอยแคบที่ต้องหมุนพวงมาลัยไขว้มือบ่อยๆ มันอาจสร้างความลำบากในช่วงแรก หากคุณมีความกังวล แนะนำให้เลือกพวงมาลัยทรงกลมแบบปกติจะปลอดภัยและขับขี่สบายใจกว่าครับ
ละเลยการเช็คเครดิตบูโรและสัดส่วนหนี้สินก่อนยื่นกู้: แม้คุณจะมีรายได้สูง แต่หากคุณกำลังอยู่ในช่วงยื่นขอสินเชื่อขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น home loans เพื่อซื้อบ้านหรืออาคารสำนักงานใหม่ การปล่อยให้มีภาระหนี้ก้อนใหญ่จากรถยนต์วิ่งเข้ามาในระบบพร้อมกัน อาจส่งผลต่อการอนุมัติวงเงินหรืออัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อหลักได้
บทสรุปและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การมาของ Mercedes-Benz EQS ไมเนอร์เชนจ์ ในปี 2026 ถือเป็นข้อพิสูจน์ชั้นยอดว่ารถยนต์ไฟฟ้าได้ก้าวมาถึงจุดที่มีความเสถียรทั้งในด้านระยะทางขับขี่และความเร็วในการชาร์จ สเปกแบตเตอรี่ 122 kWh ระบบไฟ 800V และระยะทางวิ่งไกลกว่า 926 กิโลเมตร ทำให้รถคันนี้ไม่ใช่แค่ของเล่นคนรวยที่มีไว้ขับโชว์เทคโนโลยีอีกต่อไป แต่มันคือยานพาหนะระดับผู้บริหารที่พร้อมใช้งานจริงในทุกสถานการณ์และมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ในระยะยาวที่ชัดเจนขึ้นมาก
หากคุณประเมินแล้วว่า ยนตรกรรมไฟฟ้าคันนี้คือคำตอบที่ใช่สำหรับไลฟ์สไตล์และการทำงานของคุณ ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดคือการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอทางการเงินที่ดีที่สุด เพื่อให้การครอบครองสินทรัพย์ชิ้นงามนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อพอร์ตการเงินของคุณ
คุณพร้อมหรือยังที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตและสิทธิประโยชน์ทางการเงินที่ดีที่สุด? คลิกที่นี่เพื่อติดต่อผู้เชี่ยวชาญ ค้นหาแคมเปญไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือนัดหมายทดลองขับ Mercedes-Benz EQS รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใครได้แล้ววันนี้