
วิเคราะห์เจาะลึกราคา Honda Accord e:HEV ปี 2026: คุ้มค่าแก่การลงทุนซื้อ หรือควรรอเทรนด์ใหม่?
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์และการเงินส่วนบุคคลมานานกว่า 10 ปี ได้เห็นการล่มสลายและเกิดใหม่ของเซกเมนต์รถยนต์มานับไม่ถ้วน ยอมรับเลยครับว่าตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางหรือ D-Segment ในบ้านเราช่วง 2-3 ปีหลังมานี้เจอมรสุมหนักมาก ทั้งการรุกรานของรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) จากประเทศจีน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปหา SUV กันหมด แต่ท่ามกลางกระแสธารที่เชี่ยวกราก Honda ประเทศไทย ยังคงส่งสัญญาณชัดเจนว่าพวกเขายังไม่ยอมแพ้ ด้วยการส่ง Honda Accord e:HEV ปี 2026 (MY2026) ลงสู่สนามรบอย่างเป็นทางการ
การกลับมาในรอบปีนี้ไม่ใช่แค่การปรับโฉมแบบผ่านๆ แต่เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในรุ่นเรือธงอย่าง RS ที่มีการเปลี่ยนมาใช้ห้องโดยสารโทนสีขาวสลับดำสุดหรู และตัวถังสีเทาใหม่ Urban Gray Pearl ที่ดูสปอร์ตพรีเมียมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่า สิ่งที่ตามมาด้วยคือตัวเลข “ราคา” ที่มีการปรับขยับขึ้นในรุ่นกลางและรุ่นท็อป ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ทำให้หลายคนที่กำลังเล็งรถรุ่นนี้อยู่เกิดคำถามสำคัญในใจว่า “เงินเกือบ 1.8 ล้านบาทที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ มันคุ้มค่าจริงไหมเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ ในตลาด?”
บทความนี้ผมจะพาคุณไปเจาะลึกทุกมิติ ทั้งในแง่ของสเปก ผลประโยชน์ทางการเงิน และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าแบบเนื้อๆ เน้นๆ เพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ
เจาะลึกโครงสร้างราคา Honda Accord e:HEV ปี 2026
สำหรับการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ Honda ได้จัดวางตำแหน่งทางการตลาดและสเปกของแต่ละรุ่นย่อยไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีโครงสร้าง ราคา Honda Accord e:HEV ปี 2026 ทั้ง 3 รุ่นย่อยดังนี้ครับ:
Honda Accord e:HEV E ราคา 1,479,000 บาท (ราคาคงเดิมจากรุ่นก่อนหน้า)
Honda Accord e:HEV EL ราคา 1,629,000 บาท (ปรับราคาเพิ่มขึ้น 30,000 บาท)
Honda Accord e:HEV RS ราคา 1,764,000 บาท (ปรับราคาเพิ่มขึ้น 35,000 บาท)
เจาะลึกความเปลี่ยนแปลง: จ่ายเพิ่มหลักหมื่น ได้อะไรใหม่บ้าง?
จากประสบการณ์ของผม การที่ค่ายรถยนต์ปรับราคาเพิ่มขึ้นในรุ่นปรับปี (Model Year) มักจะโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เสมอ แต่ถ้าเรามาแกะดูรายละเอียดไส้ในของ Accord MY2026 ตัวนี้ จะพบว่า Honda พยายามใส่กลิ่นอายความพรีเมียมในระดับสากลเข้ามาเพื่อลบภาพจำเดิมๆ ออกไป
ยกระดับดีไซน์ภายนอกให้ดูโก้และทันสมัยขึ้น
ในรุ่นท็อปอย่าง e:HEV RS มีการเพิ่มสีตัวถังภายนอกใหม่ล่าสุดคือ สีเทาเออร์บันเกรย์ (Urban Gray Pearl) ซึ่งเป็นเฉดสีเทานมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มรถยุโรปหรูหรา ตัดสลับกับชุดตกแต่งชายล่างรอบคันสีดำเงา เพิ่มความดุดันสไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนโลโก้ H Mark ทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้เป็นแบบ “โมโนโครมสีเงิน-ดำ” ซึ่งดูเรียบหรู มินิมอล และเข้ากับยุคสมัยปี 2026 มากขึ้น
ห้องโดยสารทูโทน “ขาวสลับดำ” จุดเปลี่ยนสายตา
สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดและเชื่อว่าเป็นหมัดเด็ดในการดึงดูดกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่คือ ภายในห้องโดยสารของรุ่น RS ที่ได้รับการปรับโฉมมาใช้เบาะนั่งและแผงประตูสีขาวพรีเมียมสลับดำ การเลือกใช้โทนสีสว่างแบบนี้ช่วยให้ห้องโดยสารดูโอ่อ่า กว้างขวาง และให้ความรู้สึกหรูหราใกล้เคียงกับรถยุโรปค่าตัว 3-4 ล้านบาทเลยทีเดียว (แม้ว่าเจ้าของรถอาจจะต้องเหนื่อยกับการดูแลรักษาความสะอาดเพิ่มขึ้นอีกนิดก็ตามครับ)
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะและออปชันเด่นในแต่ละรุ่นย่อย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปในแต่ละรุ่นย่อยได้อะไรกลับมาบ้าง ผมได้ทำตารางสรุปเปรียบเทียบฟังก์ชันการใช้งานหลักๆ ไว้ให้ดังนี้ครับ:
| ฟังก์ชัน / ฟีเจอร์ | รุ่น e:HEV E (1.479 ล้านบาท) | รุ่น e:HEV EL (1.629 ล้านบาท) | รุ่น e:HEV RS (1.764 ล้านบาท) |
| :— | :— | :— | :— |
| ระบบขับเคลื่อน / แรงม้า | e:HEV 2.0L (207 แรงม้า) | e:HEV 2.0L (207 แรงม้า) | e:HEV 2.0L (207 แรงม้า) |
| หน้าจอหมวดบันเทิง | สัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว | สัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว | สัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว |
| ระบบปฏิบัติการ | Google Built-in | Google Built-in | Google Built-in |
| ระบบเครื่องเสียง | BOSE 12 ลำโพง | BOSE 12 ลำโพง | BOSE 12 ลำโพง |
| ระบบความปลอดภัย | Honda SENSING | Honda SENSING | Honda SENSING |
| ขนาดล้ออัลลอย | 17 นิ้ว | 18 นิ้ว | 18 นิ้ว (ลายสปอร์ต RS) |
| ระบบกล้องมองภาพ | กล้องมองหลังปรับมุมมอง | กล้องมองภาพรอบทิศทาง (MVCS) | กล้องมองภาพรอบทิศทาง (MVCS) |
| หน้าจอแสดงข้อมูลบนกระจก (HUD) | ไม่มี | มี | มี |
| ระบบฟอกอากาศ | ไม่มี | มี (Plasmacluster) | มี (Plasmacluster) |
| หลังคาซันรูฟ | ไม่มี | ไม่มี | มี (Panoramic Sunroof) |
| ไฟหน้าอัจฉริยะ (ADB) | ไม่มี | ไม่มี | มี |
ขุมพลังไฮบริด e:HEV หัวใจหลักที่ยังคงไว้ใจได้มากที่สุดในยุคนี้
สำหรับเรื่องสมรรถนะ เจ้า Accord MY2026 ยังคงยืนหยัดกับขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ Atkinson Cycle ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดทั้งระบบที่ 207 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 335 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดได้ถึง Gasohol E20
ในมุมมองของนักทดสอบรถยนต์ ระบบ e:HEV ของ Honda ในปัจจุบัน ถือเป็นหนึ่งในระบบไฮบริดที่ฉลาดและขับสนุกที่สุด โดดเด่นด้วยการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจคล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อเป็นหลักในย่านความเร็วต่ำถึงปานกลาง ขณะที่เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟส่งต่อให้อย่างแนบเนียน และจะเข้ามาต่อตรงขับเคลื่อนล้อโดยตรงเฉพาะในช่วงความเร็วสูงที่เครื่องยนต์ทำงานได้ประหยัดที่สุดเท่านั้น
นอกจากนี้ รถยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ครอบคลุมทุกสไตล์ ทั้ง ECON, Normal, Sport และ Individual ที่สามารถตั้งค่าแยกส่วนได้ตามใจชอบ พร้อมปุ่มกดเลือกโหมด EV (ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน) และโหมด Charge เพื่อสะสมไฟเข้าแบตเตอรี่ตุนไว้ใช้ในเมือง เรียกว่ายืดหยุ่นสูงมากครับ
🚀 MONEY CONTENT: วิเคราะห์ความคุ้มค่าและกลยุทธ์การเงินปี 2026
มาถึงเซกชันสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังจะควักกระเป๋าจ่ายเงินกันแล้วครับ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินและอุตสาหกรรมยานยนต์ ผมอยากชวนคุณมองข้ามเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก แล้วมาดูตัวเลข “ความคุ้มค่าที่แท้จริง” ในบริบทเศรษฐกิจปี 2026 กัน
What This Means for You: ข้อมูลนี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร?
การปรับราคาเพิ่มขึ้น 30,000 – 35,000 บาท ในรุ่น EL และ RS สะท้อนให้เห็นว่า Honda มั่นใจในคุณค่าของแบรนด์และคุณภาพตัวรถ ท่ามกลางสงครามราคา (Price War) ของรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่หั่นราคากันรายเดือน สิ่งที่ Honda มอบให้เพื่อแลกกับเงินที่จ่ายเพิ่มคือ ความเสถียร ความอุ่นใจ และมูลค่าขายต่อ (Resale Value) ที่คาดเดาได้ง่ายกว่า หากคุณเลือกซื้อ Accord e:HEV คุณกำลังจ่ายเงินซื้อ “ความแน่นอน” ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าราคาขายต่อจะร่วงดิ่งลงเหวในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือต้องกังวลเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ในระยะยาว
Cost Breakdown / Pricing Impact: วิเคราะห์ต้นทุนและการผ่อนชำระ
มาลองคำนวณตัวเลขแบบจำลอง (Simulation) เพื่อดูภาระค่าใช้จ่ายจริงในการเป็นเจ้าของรถคันนี้กันครับ
กรณีศึกษา: การเปรียบเทียบการจัดไฟแนนซ์ระหว่างรุ่นเริ่มต้น (E) และรุ่นท็อป (RS)
สมมติฐาน: วางเงินดาวน์ 25% ของราคารถ และเลือกผ่อนชำระค่างวดเป็นเวลา 48 งวด (4 ปี)
รุ่น e:HEV E (ราคา 1,479,000 บาท)
เงินดาวน์ 25%: ประมาณ 369,750 บาท
ยอดจัดสินเชื่อ: 1,109,250 บาท
หากได้รับโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษ 0%: ค่างวดจะอยู่ที่ประมาณ 23,109 บาท/เดือน
รุ่น e:HEV RS (ราคา 1,764,000 บาท)
เงินดาวน์ 25%: ประมาณ 441,000 บาท
ยอดจัดสินเชื่อ: 1,323,000 บาท
หากได้รับโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษ 0%: ค่างวดจะอยู่ที่ประมาณ 27,562 บาท/เดือน
ส่วนต่างทางการเงิน: คุณต้องเตรียมเงินดาวน์เพิ่มขึ้นราวๆ 71,250 บาท และจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 4,453 บาท ซึ่งเมื่อแลกกับออปชันที่ได้เพิ่มมา เช่น หลังคาแก้ว, เครื่องเสียง BOSE, ชุดแต่ง RS, กล้องรอบคัน และความหรูหราของเบาะขาว ถือเป็นการจ่ายเพิ่มที่สมเหตุสมผลหากกระแสเงินสดของคุณเอื้ออำนวย
Should You Buy, Wait, or Rent/Invest? (ซื้อเลย, รอไปก่อน หรือนำเงินไปลงทุนอย่างอื่น?)
คำแนะนำของผมสำหรับปี 2026 นี้ แยกออกเป็น 3 กลุ่มตามพฤติกรรมการใช้งานครับ:
ซื้อเลย (Buy): เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดบ่อยๆ ทำงานที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ทางธุรกิจ และไม่มีเวลาหรือไม่อยากปวดหัวกับการวางแผนหาตู้ชาร์จไฟสาธารณะ ระบบไฮบริด e:HEV ตอบโจทย์ที่สุดในแง่ความสะดวกและประหยัดน้ำมัน (เฉลี่ยเกิน 20 กม./ลิตร สบายๆ) ที่สำคัญ โปรโมชันช่วงเปิดตัวที่มีดอกเบี้ย 0% พร้อมประกันภัยชั้น 1 และบัตรเติมน้ำมันอีก 20,000 บาท ถือเป็นดีลที่ดีที่สุดรอบปี ช่วยประหยัดต้นทุนทางการเงินไปได้หลักแสนบาท
รอไปก่อน (Wait): หากคุณไม่ได้รีบใช้รถ และอยากเห็นว่ากลุ่มรถยุโรปคอมแพกต์ระดับเริ่มต้น หรือค่ายรถญี่ปุ่นคู่แข่งตลอดกาลจะมีการปรับทัพสู้ด้วยแคมเปญลดราคาที่รุนแรงกว่านี้ในช่วงปลายปีหรือไม่ การรอคอยอีกสัก 4-6 เดือนอาจทำให้คุณเห็นภาพรวมตลาดที่ชัดเจนขึ้น
หลีกเลี่ยง / ไปลงทุนด้านอื่น (Invest): ถ้าคุณใช้รถเฉพาะแค่ขับไป-กลับที่ทำงานในเมืองวันละไม่เกิน 20-30 กิโลเมตร และที่บ้านมีพื้นที่พร้อมติด Wallbox การกำเงิน 1.7 ล้านไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตัวท็อปในตลาดตอนนี้ หรือเลือกแบรนด์หรูมือสองสภาพป้ายแดง แล้วนำเงินส่วนต่างที่เหลือไปกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสด อาจเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่าในเชิงการเงินครับ
Best Financial Strategies Right Now (2026): กลยุทธ์การเงินที่ดีที่สุดในการออกรถรุ่นนี้
หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะเดินเข้าโชว์รูม Honda เพื่อเป็นเจ้าของ Accord e:HEV ปี 2026 ผมขอแนะนำให้ใช้กลยุทธ์เหล่านี้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดครับ:
รีบตัดสินใจคว้าโปรโมชันดอกเบี้ย 0%: ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ (Car Loan) ค่อนข้างทรงตัวในระดับสูง การที่ค่ายรถยอมควักเนื้ออุดหนุน ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ร่วมกับไฟแนนซ์ ถือเป็นข้อเสนอที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะมันทำให้ต้นทุนทางการเงินของคุณเท่ากับศูนย์ เงินที่คุณผ่อนไปทุกบาทวิ่งไปหักเงินต้นโดยตรง
ใช้ประโยชน์จาก Honda Exclusive Care อย่างเต็มที่: แพ็กเกจเช็กระยะฟรี 5 ปี หรือ 100,000 กม. ที่แถมมา ช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Costs) ในการบำรุงรักษาไปได้เกือบทั้งหมดในช่วง 5 ปีแรก แนะนำให้นำเงินส่วนที่ต้องเตรียมไว้จ่ายค่าเช็กระยะตามปกติ ไปหยอดออมไว้ในบัญชีดิจิทัลดอกเบี้ยสูงเพื่อรับผลตอบแทนเพิ่มแทน
อุ่นใจยาวๆ กับการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี: จุดนี้ลบความเสี่ยงเรื่องค่าซ่อมบำรุงระบบไฮบริดในอนาคตไปได้เลย ทำให้คุณสามารถวางแผนใช้รถคันนี้ยาวๆ ไปจนถึงปี 2036 ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ
Mistakes to Avoid That Could Cost You Money (ข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง…ก่อนเสียเงินก้อนโต)
อย่ามองข้ามค่าเสื่อมราคาของเบาะสีขาวในรุ่น RS: จากประสบการณ์ของผม รถที่มีภายในสีขาวล้วนหรือสีอ่อนจัด แม้ตอนออกห้างจะดูสวยงามสะดุดตามาก แต่หากขาดการดูแลรักษา มีคราบกางเกงยีนส์ตกใส่ หรือมีรอยเปื้อนสะสม เมื่อถึงเวลาต้องขายต่อเป็นรถมือสอง สภาพห้องโดยสารที่โทรมเร็วขึ้นอาจทำให้ราคาขายต่อตกลงมากกว่ารถภายในสีเข้มถึง 5-10% เลยทีเดียว
เลือกดาวน์น้อยเกินไปเพียงเพราะค่างวดถูก: การเลือกดาวน์ต่ำสุด (เช่น 10-15%) แม้จะใช้เงินก้อนแรกน้อย แต่อย่าลืมว่าคุณอาจจะไม่ได้รับสิทธิ์ดอกเบี้ย 0% และต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสะสมจำนวนมากตลอดระยะเวลาผ่อน ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจทำให้ราคาเบ็ดเสร็จของรถแพงขึ้นไปแตะระดับเกือบ 2 ล้านบาทโดยไม่จำเป็น
💡 EEAT BOOST: เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของที่ปรึกษาการเงิน
เพื่อช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ผมอยากแชร์เคสจริงของลูกค้า 2 ท่านที่เดินมาปรึกษาผมด้วยโจทย์ที่คล้ายกันเมื่อไม่นานมานี้ครับ
เคสที่ 1: คุณอานนท์ (ผู้บริหารระดับกลาง อายุ 42 ปี) – เลือกความชัวร์
คุณอานนท์ต้องขับรถเดินทางไปตรวจงานตามโรงงานในต่างจังหวัดสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ระยะทางวิ่งเฉลี่ยปีละ 35,000 กิโลเมตร เดิมทีสนใจรถยนต์ไฟฟ้า 100% แต่หลังจากมาคำนวณเวลารอชาร์จไฟ และความเสี่ยงหากระบบไฟมีปัญหาระหว่างเดินทางไกล ผมจึงแนะนำให้เขาเลือก Honda Accord e:HEV รุ่น EL
ผลลัพธ์: ปัจจุบันคุณอานนท์แฮปปี้มาก ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันลดลงจากรถคันเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญคือเขาสามารถทำเวลาในการเดินทางได้ตามนัดหมาย 100% โดยไม่มีความเครียดเรื่องแบตเตอรี่หมดกลางทางเลย
เคสที่ 2: คุณพีรพล (เจ้าของธุรกิจสตาร์ทอัพ อายุ 34 ปี) – เลือกภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมียม
คุณพีรพลอยากได้รถที่สะท้อนความสำเร็จและไลฟ์สไตล์ของตัวเองเพื่อใช้ไปพบลูกค้าและนักลงทุน ตอนแรกเขามองไปที่แบรนด์ยุโรปหรูหราราคา 2.5 ล้านบาท แต่เมื่อมาดูงบประมาณแล้วทำให้กระแสเงินสดในบริษัทค่อนข้างตึงตัว ผมเลยเสนอให้ลองดู Accord e:HEV RS ตัวใหม่ปี 2026 ที่ได้เบาะขาวและสีเทา Urban Gray Pearl
ผลลัพธ์: เขาตัดสินใจเลือก Accord RS โดยใช้โปรโมชันดาวน์ 25% ผ่อน 0% ทำให้เหลือกระแสเงินสดไปหมุนเวียนในธุรกิจเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านบาท ขณะที่ภาพลักษณ์ภายนอกและภายในของรถก็หรูหราสง่างาม ไม่อายใครเมื่อต้องไปจอดเทียบในโรงแรมห้าดาว
บทสรุป: ผ่าทางตัน…คุณควรเลือกจบที่รุ่นไหน?
บทสรุปในฐานะผู้เชี่ยวชาญของผมสำหรับ Honda Accord e:HEV ปี 2026 โฉมปรับปรุงใหม่นี้ หากงบประมาณไม่ใช่ข้อจำกัดหลักของคุณ และคุณชื่นชอบความสปอร์ตที่มาพร้อมความหรูหราขั้นสุด การยอมจ่ายเพิ่มเพื่อไปให้ถึงรุ่น e:HEV RS ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครับ เพราะความรู้สึกของห้องโดยสารสีขาวทูโทนใหม่และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ให้มาแบบจัดเต็ม มันช่วยเติมเต็มอารมณ์ความเป็นรถยนต์ระดับพรีเมียมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจสายคำนวณที่เน้นความคุ้มค่าของเม็ดเงินเป็นหลัก รุ่น e:HEV EL ในราคา 1.629 ล้านบาท คือ “จุดลงตัวที่สุด” (Sweet Spot) ของไลน์อัปนี้ เพราะคุณจะได้ฟังก์ชันความปลอดภัยพื้นฐานที่จำเป็นครบครัน ได้กล้องรอบคัน หน้าจอ HUD และระบบฟอกอากาศ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเป็นแสนเพื่อแลกกับหลังคาแก้วหรือชุดแต่งรอบคันครับ
หากคุณกำลังพิจารณาจะออกรถใหม่ในช่วงนี้ โอกาสในการรับข้อเสนอพิเศษและสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดรอคุณอยู่ ลองแวะเข้าไปสัมผัสคันจริง ทดลองขับเพื่อพิสูจน์สมรรถนะระบบไฮบริด e:HEV และตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่าที่สุดกับที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้าใกล้บ้านคุณได้แล้ววันนี้ เพื่อให้ทริปเดินทางครั้งต่อไปของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจและคุ้มค่าในทุกกิโลเมตรครับ