
Ferrari 12Cilindri: สัมผัสแห่งอนาคตที่ยังคงรักษาวิญญาณ V12 – บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การรังสรรค์ซูเปอร์คาร์ที่สามารถผสานมรดกอันรุ่งโรจน์เข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยได้อย่างลงตัวนั้น เป็นสิ่งที่ยากจะหาใดเทียบ และในวันนี้ ผมในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์หรูมากว่าทศวรรษ ขอนำท่านดำดิ่งสู่โลกของ Ferrari 12Cilindri ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายม้าลำพอง ที่ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตะลึงในด้านสมรรถนะ แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบด้วยการคว้ารางวัล Car Design Award 2025 มาครองได้อย่างสง่างาม บทความนี้จะเจาะลึกถึงทุกแง่มุมของ Ferrari 12Cilindri ทั้งปรัชญาการออกแบบ วิศวกรรมอันชาญฉลาด และประสบการณ์การขับขี่ที่ยากจะลืมเลือน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา การลงทุนในรถยนต์หรู หรือผู้ที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบของเฟอร์รารี่
Car Design Award 2025: บทพิสูจน์แห่งความงามเหนือกาลเวลา
การได้รับรางวัล Car Design Award ประจำปี 2025 ในหมวด Production Cars นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นบทสรุปของความพยายามอันยิ่งยวดในการสร้างสรรค์งานศิลป์บนล้อ โดย Ferrari 12Cilindri ได้รับคำยกย่องจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” นี่คือเฟอร์รารี่คันที่ห้าในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1984 ที่สามารถพิชิตรางวัลอันทรงเกียรตินี้ได้ ซึ่งตอกย้ำถึงปรัชญาการออกแบบของเฟอร์รารี่ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นอมตะควบคู่ไปกับการก้าวข้ามขีดจำกัดด้านดีไซน์
ผมเองได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลที่ ADI Design Museum ในมิลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Milan Design Week และได้เห็นคุณ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ขึ้นรับรางวัลด้วยตนเอง ผมสามารถยืนยันได้ว่า ความตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของทีมงานนั้น สะท้อนถึงคุณค่าของรางวัลนี้ได้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์ของรางวัลนี้ ยนตรกรรมเฟอร์รารี่รุ่นก่อนหน้าที่ได้รับรางวัลนี้ ได้แก่ Testarossa (1985), Roma (2020), 296 GTB (2022) และ Purosangue (2023) ซึ่ง Purosangue ยังคว้ารางวัล Brand Design Language ไปครองในปีเดียวกันอีกด้วย นี่แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและความเหนือชั้นของทีมออกแบบเฟอร์รารี่
ปรัชญาการออกแบบ: การหลอมรวมอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คณะกรรมการ Car Design Award ให้เหตุผลในการเลือก Ferrari 12Cilindri ว่า “ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก” สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของ Ferrari 12Cilindri มันคือการนำความสง่างามของ Gran Turismo ในอดีต มาตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีและหลักอากาศพลศาสตร์ยุค 2026 สร้างสรรค์เป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ที่นั่ง ที่เปี่ยมด้วยความสง่างามและความทรงพลัง การผสานกันของสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ทั้งความสปอร์ตอันดุดันและความหรูหราอันประณีต ทำให้เกิดเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมายและยากจะเลียนแบบ
การออกแบบภายนอก: เส้นสายที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน
เมื่อพิจารณาจากภายนอก Ferrari 12Cilindri สร้างความประทับใจด้วยเส้นสายที่สะอาดตาและกล้ามเนื้อที่อ่อนช้อย ซึ่งเป็นอิทธิพลจาก Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีตที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น ไม่ได้เน้นความดุดันจัดจ้านแบบ F80 แต่เลือกที่จะแสดงออกถึงความสง่างามที่มาพร้อมกับพละกำลัง ผมมองว่านี่คือการเดินทางกลับสู่รากเหง้าของเฟอร์รารี่ในยุค 50s-60s ซึ่งเป็นยุคทองของรถยนต์ GT ที่เน้นความงามเหนือกาลเวลา กระนั้น ก็ยังคงอัดแน่นด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัย
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ: ระบบนี้ถูกผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ไม่ได้ดูเป็นส่วนเกิน แต่ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศและเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจำเป็นสำหรับ ซูเปอร์คาร์ V12 ยุคใหม่
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความงดงามยามเปิดเผยขุมพลัง V12 อันยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นการคารวะดีไซน์คลาสสิกในอดีต ผสานกับความยาวของฝากระโปรงที่ชวนให้นึกถึง 812 Superfast ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ที่อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายของเฟอร์รารี่ในแบบฉบับดั้งเดิม
รายละเอียดส่วนหน้า: ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมไฟ DRL ใต้แถบสีดำที่วางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กไว้ตรงกลาง สร้างความรู้สึกเรโทรได้อย่างลงตัว กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำพร้อมเซ็นเซอร์ที่อยู่ตรงกลาง ไม่เพียงแต่เสริมความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่รับลมเพื่อระบายความร้อนของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านข้างตัวถัง: ความโค้งมนของโป่งล้อหน้า ที่แท้จริงแล้วคือส่วนหนึ่งของฝากระโปรงที่ปิดลงมาอย่างแนบเนียน สร้างมิติของกล้ามเนื้อที่ชวนให้นึกถึงเฟอร์รารี่ในอดีต ช่องระบายลมใต้โป่งล้อช่วยจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งแตกต่างจาก 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวแบบสุดขีด
ล้อและระบบเบรก: Ferrari 12Cilindri มาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้ว พร้อมยางหน้า 275/35 R21 และหลัง 315/35 R21 แม้จะดูเป็นยางบาง แต่ประสบการณ์ขับขี่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ระบบเบรกยกชุดมาจากรุ่นท็อปอย่าง SF90 และ 296 GTB ซึ่งเป็นแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับ ABS Evo และระบบเลี้ยว 4 ล้อ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) เพื่อการบังคับเลี้ยวที่เฉียบคมและแม่นยำ รวมถึง Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลแรงยึดเกาะแบบ Real-time เพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์
การออกแบบท้ายรถ: ท้ายรถมีความทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายเรโทรไว้ สันฐานแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายชวนให้นึกถึง Roma ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรีดอากาศ ขณะที่สปอยเลอร์แบบ Active ที่ซ่อนอยู่ใต้แถบสีดำบริเวณฝากระโปรงท้าย จะทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถมีความนิ่งและมั่นคง ผมมองว่านี่คือการออกแบบที่สมบูรณ์แบบที่ผสานความสวยงามกับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างไร้ที่ติ
การออกแบบภายใน: ห้องโดยสารที่ผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri เราจะสัมผัสได้ถึงความหรูหราและประณีตที่เหนือระดับตามแบบฉบับรถ GT รุ่นเรือธงของเฟอร์รารี่ การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit สร้างบรรยากาศที่ทั้งปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร วัสดุพรีเมียมอย่างหนังแท้ หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ ถูกนำมาใช้ตกแต่งอย่างลงตัวในทุกส่วนของห้องโดยสาร
หน้าจอแสดงผล: ห้องโดยสารโดดเด่นด้วยหน้าจอขนาดใหญ่สามชุด: หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว, หน้าจอกลางระบบ Infotainment ขนาด 10.25 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลข้อมูลรถได้อย่างครบครัน รวมถึงสมรรถนะต่างๆ และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว ซึ่งสามารถใช้ดูข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้ สร้างประสบการณ์ Co-Driver ที่สมจริง
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน: พวงมาลัยของเฟอร์รารี่เปรียบเสมือนศูนย์กลางการควบคุมสำหรับผู้ขับขี่ ปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมด Manettino, ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทุกอย่างได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่พบในรุ่นเรือธงอย่าง SF90
คอนโซลกลางและเกียร์: คอนโซลกลางมีที่วางแก้วน้ำหนึ่งจุด และสามารถเสียบขวดน้ำที่ประตูได้ เกียร์อัตโนมัติถูกออกแบบมาให้คล้ายเกียร์ธรรมดาแบบเรโทรของเฟอร์รารี่ในอดีต ซึ่งเป็นการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ การออกแบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิกได้อย่างลงตัว
เบาะนั่ง: เบาะนั่งทรงสปอร์ตสไตล์ GT ที่มีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ หุ้มด้วยหนังหรือ Alcantara ขึ้นอยู่กับการเลือกออปชั่นของผู้ซื้อ ให้ความกระชับและรองรับสรีระได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งระยะสั้นและระยะทางไกล
เครื่องยนต์ V12: หัวใจแห่งอารมณ์และพละกำลัง
หัวใจสำคัญของ Ferrari 12Cilindri คือเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการจากเครื่องยนต์ใน 812 Superfast แต่ได้รับการปรับปรุงให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น ชิ้นส่วนสำคัญอย่างข้อเหวี่ยงถูกเปลี่ยนมาใช้ไทเทเนียม เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 มาปรับใช้ เช่น การเคลือบพื้นผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating (DLC) เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้แก่เครื่องยนต์
เครื่องยนต์ V12 ตัวนี้ให้กำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch (DCT F1) 8 จังหวะลูกใหม่ ที่ทำงานได้รวดเร็วและชาญฉลาดกว่าเดิม ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และมาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ ผลลัพธ์คือสมรรถนะที่น่าทึ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที (รุ่น Coupe) และ 2.95 วินาที (รุ่น Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 7.9 วินาที (รุ่น Coupe) และ 8.2 วินาที (รุ่น Spider)
ความเร็วสูงสุด 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: Coupe 1,560 กก., Spider 1,620 กก.
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง อยู่ที่ 48.4:51.6
นี่อาจเป็นหนึ่งในโอกาสสุดท้ายที่จะได้สัมผัสเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated อันบริสุทธิ์จากเฟอร์รารี่ ซึ่งเป็น ซูเปอร์คาร์ V12 ที่ควรค่าแก่การเก็บสะสมและเป็น การลงทุนในรถยนต์หรู ที่มีมูลค่าทางอารมณ์สูง
มิติตัวถังและแชสซีส์: ความแข็งแกร่งและความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น
แชสซีส์ของ Ferrari 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้แข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น และยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของเฟอร์รารี่ที่นำอัลลอยรีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟอร์รารี่ในการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยไม่ลดทอนสมรรถนะ มิติตัวถังของ 12Cilindri คือ ยาว 4,733 มม., กว้าง 2,176 มม., สูง 1,292 มม. และระยะฐานล้อ 2,700 มม. ซึ่งสั้นกว่า 812 Superfast เล็กน้อย เพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงในการขับขี่ และมีความสูงกับความกว้างที่มากขึ้น ทำให้รถใช้งานได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน แม้ความยาวอาจจะทำให้การกะระยะเป็นเรื่องท้าทายอยู่บ้าง
ด้วยความแข็งแกร่งของแชสซีส์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้วิศวกรของเฟอร์รารี่สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ Ferrari 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับ รถ GT ที่เน้นความสบายในการเดินทางไกล
ประสบการณ์การขับขี่: Supercar ที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน
ผมมีโอกาสได้ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider ที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งเป็นสนามที่มีลักษณะกึ่ง Street Circuit การทดสอบนี้ทำให้ผมได้สัมผัสถึงขีดสุดของสมรรถนะในสภาวะที่ท้าทาย
สัมผัสแรก: เมื่อได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้ขับขี่ ซึ่งตอนแรกผมคาดว่าจะอึดอัด แต่กลับพบว่าตำแหน่งการนั่งถูกจัดวางอย่างสบายและให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม แม้จะเป็นรถหน้ายาว แต่ด้วยตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้การกะระยะไม่ยากอย่างที่คิด
อัตราเร่งและระบบเบรก: การเร่งความเร็วบนทางตรงนั้นรวดเร็วฉับไว พร้อมเสียงเครื่องยนต์ V12 NA ที่ก้องกังวาน สร้างอารมณ์เร้าใจแบบหรูหรา ด้วยเกียร์ลูกใหม่ที่ทำงานได้อย่างเนียนและไร้รอยต่อ แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 การเบรกอย่างรุนแรงทำให้รถชะลอตัวลงได้อย่างมั่นใจและราบรื่น โดยไม่รู้สึกถึงการกระชาก ระบบเบรกทำงานร่วมกับ Engine Brake และระบบต่างๆ ทำให้การขับขี่และการเบรกนั้นมั่นใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: นี่คือจุดที่ Ferrari 12Cilindri สร้างความประหลาดใจมากที่สุด หลายคนอาจคิดว่ารถยางบางขนาดนี้จะต้องแข็งกระด้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงล่างมีความนุ่มนวลและเฟิร์มในเวลาเดียวกัน สร้างความหนึบแน่นบนถนนได้อย่างเหลือเชื่อ การเข้าโค้งลึกๆ แม้จะมีการสะบัดท้ายเล็กน้อย แต่ระบบ Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ก็สามารถดึงรถกลับเข้าสู่แนวโค้งได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสนุกและมั่นใจกับรถอย่างเต็มที่
ความกระฉับกระเฉง: ด้วยฐานล้อที่สั้นลงกว่า 812 Superfast และระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้ Ferrari 12Cilindri มีความกระฉับกระเฉงอย่างน่าทึ่ง การบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสนามแข่งหรือบนท้องถนนทั่วไป ผมกล้าพูดได้เลยว่า นี่คือ ซูเปอร์คาร์ สไตล์ GT ที่เซ็ตช่วงล่างได้ดีเยี่ยม สามารถใช้งานเป็น รถขับขี่ประจำวัน ได้จริง หากคุณพร้อมรับมือกับ ค่าบำรุงรักษา Ferrari และ ค่าน้ำมัน ที่มาพร้อมกับรถสมรรถนะสูงเช่นนี้
บทสรุปและมุมมองในอนาคต
Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือบทกวีที่เฟอร์รารี่บรรจงแต่งขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับยุคทองของเครื่องยนต์ V12 และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมรดกอันยิ่งใหญ่กับอนาคตที่กำลังจะมาถึง การที่เฟอร์รารี่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ในยุคที่โลกกำลังก้าวไปสู่พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว แสดงให้เห็นถึงจุดยืนและปรัชญาที่แข็งแกร่งของแบรนด์ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ขับขี่อันบริสุทธิ์และอารมณ์ที่เร้าใจ นี่คือรถที่สามารถมอบความสุขได้ทั้งในฐานะงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ และในฐานะยานพาหนะสมรรถนะสูงที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา Ferrari 12Cilindri ราคาในไทย หรือสนใจ ซื้อ Ferrari คันนี้ ผมแนะนำให้ติดต่อ ตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการใน Ferrari ประเทศไทย เพื่อขอรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาและเงื่อนไข ไฟแนนซ์รถสปอร์ต รวมถึง บริการหลังการขาย Ferrari ที่ครบวงจร หรือหากท่านสนใจ Ferrari มือสอง ในอนาคต ผมเชื่อว่ารุ่นนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแน่นอน เพราะมันคือเครื่องยนต์ V12 NA สุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์กับ Ferrari 12Cilindri ยนตรกรรมที่รังสรรค์มาเพื่อนิยามคำว่า “รถสปอร์ต” ให้ก้าวไปอีกขั้น ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ตรงได้ที่ โชว์รูม Ferrari กรุงเทพฯ ที่ใกล้บ้านท่านวันนี้.