เทสล่า: ผู้นำที่พลิกโฉมยานยนต์ไฟฟ้า – เจาะลึกนวัตกรรมล้ำสมัยปี 2025
ในโลกของยานยนต์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่พลังงานไฟฟ้าคือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดนี้ ชื่อของ “Tesla” กลับโดดเด่นเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้บุกเบิกทางเทคโนโลยีที่กำหนดทิศทางให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมด ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมเห็นถึงวิวัฒนาการที่ Tesla สร้างขึ้น และเชื่อมั่นว่าในปี 2025 นี้ บทบาทความเป็นผู้นำของพวกเขายิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น ทำไม Tesla ถึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป? บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจหัวใจของนวัตกรรมที่ทำให้ Tesla ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่ง และเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิตรายอื่นต้องเร่งตามให้ทัน
Tesla: บริษัทเทคโนโลยีผู้ขับเคลื่อนอนาคต ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรถยนต์
สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Tesla คือการหลุดพ้นจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่ว่านี่คือ “บริษัทรถยนต์” แท้จริงแล้ว Tesla คือ “บริษัทเทคโนโลยี” สัญชาติอเมริกาที่นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรรมขั้นสูงมาหลอมรวมเข้ากับวัตถุทางกายภาพที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันอย่างรถยนต์ การมอง Tesla ผ่านเลนส์ของบริษัทเทคโนโลยีทำให้เราเข้าใจปรัชญาการออกแบบและนวัตกรรมของพวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง บริษัทเทคฯ ชั้นนำมักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างระบบ AI หรือหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ปัจจุบันเราคุ้นเคยกันดีในรูปแบบซอฟต์แวร์บนหน้าจอ
แต่ Tesla ได้นำ AI เหล่านี้ออกมาจากหน้าจอ เข้ามาฝังในหัวใจของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถยนต์ Tesla ไม่ใช่เพียงแค่พาหนะ แต่เป็น “ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ” ที่พร้อมทำงานตลอดเวลา นี่คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายที่มักมีพื้นฐานมาจากรถยนต์สันดาปภายใน แล้วเปลี่ยนแค่รูปแบบพลังงานมาเป็นไฟฟ้า ซึ่งยังคงยึดติดกับหลักคิดและโครงสร้างเดิมๆ ตรงกันข้ามกับ Tesla ที่สร้างรถยนต์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดบนพื้นฐานของเทคโนโลยี AI เป็นแกนหลัก ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงสัมผัสได้ถึงการทำงานของ AI ในรถยนต์ Tesla อย่างชัดเจนผ่านระบบขับขี่อัตโนมัติ (Autopilot) การหลบหลีกสิ่งกีดขวางในสถานการณ์ฉุกเฉิน และความสามารถในการเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบ รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ อื่นๆ ยังไม่สามารถทำได้ทัดเทียม
เสาหลักแห่งนวัตกรรม: Tesla ในปี 2025
จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมานาน ผมมองว่านวัตกรรมเด่นของ Tesla ที่ได้รับการยกย่องจากทั้งผู้พัฒนารถยนต์และผู้ใช้งาน ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พวกเขายืนหนึ่งในปี 2025 แต่ละส่วนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อความต้องการและมาตรฐานที่สูงขึ้น:
โครงสร้างตัวถังนิรภัย: วิศวกรรมที่คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุด
Tesla ทุกรุ่นยังคงใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ 2 ชั้น มาตรฐาน EURO NCAP 5 ดาวที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ แต่ในปี 2025 เราจะเห็นการบูรณาการเทคโนโลยี Gigacasting ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น ตัวถังไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบ แต่เป็นโครงสร้างที่รวมชุดแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่ง เพิ่มความแข็งแรงแบบองค์รวม ลดจุดเชื่อมต่อ ลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุ วัสดุที่ใช้ยังคงเป็นโลหะเกรดอากาศยาน 4 ประเภท ที่มีการจัดการโซนการชน (crumple zones) อย่างชาญฉลาด เพื่อปกป้องห้องโดยสารให้ไม่เสียรูปเมื่อเกิดการปะทะหนัก โครงสร้างนี้ไม่เพียงแต่ให้ความปลอดภัยสูงสุด แต่ยังช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ ทำให้การขับขี่มีเสถียรภาพ และลดโอกาสการพลิกคว่ำได้อย่างยอดเยี่ยม
การจัดการพลังงานขั้นสูงสุด: ประสิทธิภาพเหนือระดับ
Tesla เป็นผู้นำในด้าน การจัดการพลังงานรถยนต์ไฟฟ้า การออกแบบตัวรถเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเป็นพิเศษ ทุกซอกทุกมุมของตัวรถถูกคำนวณมาเพื่อลดแรงต้านลมให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มระยะทางขับขี่ นอกจากนี้ ระบบจัดการพลังงานของ Tesla ยังฉลาดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2025 ที่ระบบ Recuperation (การปั่นไฟฟ้ากลับจากการลดความเร็ว) ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้การขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมืองใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด มอเตอร์ไฟฟ้าของ Tesla เองก็เป็นผลงานการออกแบบภายในที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด มีอัตราการสูญเสียพลังงานต่ำ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
ระบบคอมพิวเตอร์และ AI อันทรงพลัง: สมองกลแห่งอนาคต
ในปี 2025 หัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla คือคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แม้ Hardware 4.0 จะเป็นมาตรฐานที่ดีเยี่ยม แต่เราอาจได้เห็นการก้าวเข้าสู่ Hardware 5.0 ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว กล้องรอบคันที่มีความคมชัดสูงถึง 5 ล้านพิกเซลจะได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในสภาพแสงน้อยหรือสภาพอากาศเลวร้ายได้ดีขึ้น พร้อมกับการผสานรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ (sensor fusion) ที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบคันที่สมบูรณ์แบบที่สุด หน้าจอประมวลผลกลางยังคงใช้ CPU AMD Ryzen ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลระดับสูง ต่างจากผู้ผลิตหลายรายที่ยังใช้ชิปเซ็ตระดับสมาร์ทโฟน ทำให้ Tesla มีขีดความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air (OTA) ได้อย่างไม่จำกัด เหมือนสมาร์ทโฟนที่อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
ระบบระบายความร้อนประสิทธิภาพสูง: หัวใจของการทำงานที่เสถียร
การจัดการความร้อนเป็นสิ่งสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ Tesla ได้ออกแบบระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูง โดยติดตั้งแผงหม้อน้ำในมุมเฉียงเพื่อรับอากาศได้เต็มที่ขณะรถเคลื่อนที่ และมีพัดลมไฟฟ้าช่วยในยามที่รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำ หรือขณะจอดชาร์จ Supercharger ระดับสูง ระบบนี้ช่วยให้ส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทำงานภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด เพิ่มอายุการใช้งานและสมรรถนะของแบตเตอรี่และมอเตอร์ในระยะยาว ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของ Tesla
ระบบขับเคลื่อน Tesla: พลังที่ฉับไวและแม่นยำ
Tesla ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่ออกแบบและผลิตขึ้นเองภายใน โดยรวมเอาส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่คล้ายเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถยนต์สันดาปไว้ในชุดเดียว (Drive Unit) ซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และให้ประสิทธิภาพสูงสุด จุดเด่นคือการตอบสนองที่รวดเร็วเพียง 0.01 วินาที ให้พละกำลังขับเคลื่อนสูง และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รถยนต์ Tesla สามารถทำระยะทางขับขี่ได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรในทุกรุ่นย่อย แม้ใช้แบตเตอรี่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ออกแบบมาแตกต่างกัน โดยมีรหัสเฉพาะตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น และเสริมกำลังขับให้สูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Tesla ยังแตกต่างจากรถยนต์สันดาปอย่างสิ้นเชิง เพราะการควบคุม Traction Control ทั้งหมดถูกควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้การกระจายแรงบิดและการจัดการการยึดเกาะทำได้อย่างละเอียดแม่นยำกว่ามาก
AI ของ Tesla: ปฏิวัติการขับขี่อย่างแท้จริง
ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Tesla แตกต่าง การพัฒนาที่แต่เดิมต้องเขียนคำสั่งหลายแสนบรรทัด ได้ถูกเปลี่ยนเป็นการให้ระบบ AI เรียนรู้และช่วยคิดแทนทั้งหมด ซึ่งทำให้ การพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ของ Tesla ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด รถสามารถ “มีความคิดเป็นของตัวเอง” เรียนรู้จากข้อมูลการขับขี่ทั่วโลก (global data learning) ที่รวบรวมจากรถยนต์ Tesla นับล้านคัน ทำให้ทุกการเดินทางมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและสะดวกสบายเสมือนมีคนขับรถส่วนตัว จากสถิติของ Tesla ในตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา การใช้ระบบ Autopilot มีความปลอดภัยกว่าการขับรถด้วยตนเองถึง 10 เท่า ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของ เทคโนโลยี AI ในรถยนต์ ของพวกเขา
แอป Tesla: ประสบการณ์ไร้รอยต่อแห่งยุคดิจิทัล
แอปพลิเคชัน Tesla คืออีกหนึ่งนวัตกรรมที่ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าไปอีกขั้น ในปี 2025 นี้ แอป Tesla ยังคงเป็นศูนย์กลางการควบคุมรถทั้งคันผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือถือแทนกุญแจรถยนต์ การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศ การเปิด-ปิดประตู การตรวจสอบสถานะการชาร์จ หรือแม้แต่การเรียกดูข้อมูลการขับขี่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Caseless Society ที่ผู้คนใช้สมาร์ทโฟนเครื่องเดียวจัดการได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่ธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการเดินทาง ทำให้เจ้าของ Tesla หลายคนสามารถพกเพียงมือถือเครื่องเดียวโดยไม่ต้องพกอะไรติดตัวเลย
เครือข่าย Supercharger: ชาร์จง่าย ชาร์จเร็วที่สุดในโลก
สถานีชาร์จ Supercharger ของ Tesla ยังคงเป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครเทียบได้ในปี 2025 เครือข่ายที่ครอบคลุมและใช้งานง่ายที่สุดในโลกนี้ แทบจะไม่ต่างจากการเติมน้ำมัน เพียงแค่ถอดหัวชาร์จมาเสียบเข้ากับตัวรถยนต์ Tesla ก็สามารถเริ่มต้นการชาร์จได้ทันที ด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง 250 kW หรืออาจสูงกว่านั้นในสถานี V4 รุ่นใหม่ที่กำลังขยายตัว ทำให้ใช้เวลาชาร์จเพียง 15-20 นาที ก็สามารถขับต่อได้ถึง 280-300 กิโลเมตรใน Model 3 และ Model Y พร้อมชำระเงินได้ง่ายๆ ด้วยการตัดผ่านบัตรเครดิตที่ผูกไว้ล่วงหน้า ระบบนี้ตอบโจทย์ความต้องการของ ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องการความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการชาร์จเป็นอย่างมาก
แบตเตอรี่ Tesla ในประเทศไทย: ความยืดหยุ่นเพื่อประสิทธิภาพ
ในประเทศไทย รถยนต์ไฟฟ้า Tesla ยังคงใช้แบตเตอรี่ 2 ชนิดหลักที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน:
Tesla Model 3 และ Model Y รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP (Lithium Iron Phosphate) ความจุประมาณ 60 kWh ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความทนทานต่อการชาร์จเต็ม 100% บ่อยครั้ง มีอายุการใช้งานยาวนาน และมีต้นทุนการผลิตที่คุ้มค่า
Tesla Model 3 และ Model Y รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน NMC (Nickel Manganese Cobalt) ความจุประมาณ 74 kWh ซึ่งให้พลังงานความหนาแน่นสูงกว่า ทำให้มีระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่า และรองรับการจ่ายกระแสไฟเพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น
ในปี 2025 เราอาจได้เห็นการขยายการใช้เซลล์แบตเตอรี่ 4680 ในรุ่นอื่นๆ มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวรถ (structural battery pack) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
นวัตกรรมถัดไปของ Tesla: Robotaxi และอนาคตของการเดินทาง
วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของ Tesla ไม่ได้หยุดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าที่เราขับขี่กันในปัจจุบัน แต่ยังมองไปถึงอนาคตของการเดินทางอย่าง Robotaxi นี่คือแนวคิดที่ปฏิวัติการใช้งานรถยนต์ของเรา จากเดิมที่รถยนต์ส่วนใหญ่ถูกใช้งานเพียง 3-4 ชั่วโมงต่อวัน และจอดทิ้งไว้เฉยๆ มากกว่า 20 ชั่วโมงต่อวัน Robotaxi จะเปลี่ยนรถยนต์ของเราให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ รถยนต์จะสามารถวิ่งออกไปให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารได้ด้วยตัวเอง สร้างรายได้ให้กับเจ้าของในช่วงเวลาที่เราไม่ได้ใช้งาน
ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคต เมื่อคุณต้องการเดินทางไปไหนมาไหน คุณไม่จำเป็นต้องขับรถเองอีกต่อไป เพียงแค่เลือกจุดหมายปลายทาง รถก็จะพาคุณไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย ประสบการณ์นี้จะง่ายดายเสมือนการขึ้น-ลงลิฟต์ ซึ่งเป็นการปลดล็อกอิสรภาพในการเดินทางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่คือ อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ Tesla กำลังสร้างขึ้น และจะเป็นจริงได้ด้วยการพัฒนา AI และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
จุดอ่อนของ Tesla ในประเทศไทย: ความท้าทายในปี 2025
แม้ Tesla จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่ในตลาดประเทศไทยก็ยังคงมีจุดอ่อนที่ต้องเผชิญและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2025:
เบี้ยประกันภัย: ค่าเบี้ยประกันภัยยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla โดยเฉพาะผู้ที่เคยใช้รถยนต์ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทมาก่อน ค่าเบี้ยประกันภัยชั้น 1 สำหรับรถ Tesla ที่มีทุนประกันราว 1.5 – 2 ล้านบาท ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการปรับตัวของตลาดประกันภัย และการนำเสนอแพ็คเกจที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ
เครือข่ายศูนย์บริการ: แม้ Tesla จะพยายามขยายเครือข่ายศูนย์บริการ รวมถึงศูนย์ซ่อมตัวถังและสีในหัวเมืองใหญ่ แต่ผู้ใช้งานรถยนต์ชาวไทยยังคงคุ้นชินกับการมีศูนย์บริการใกล้บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tesla ต้องเร่งพัฒนาต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในทุกภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของ การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ที่น้อยกว่ารถยนต์สันดาป และการให้บริการ Mobile Service ที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นสัญญาณที่ดี
บทสรุปและคำเชิญชวน
จากการวิเคราะห์เชิงลึกในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอยืนยันว่า Tesla ไม่ใช่แค่แบรนด์รถยนต์ที่ฉาบฉวย แต่เป็นผู้บุกเบิกที่กำลังกำหนดมาตรฐานและวิสัยทัศน์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เทคโนโลยี AI ที่ขับเคลื่อนสมองกลของรถ ระบบการจัดการพลังงานที่ยอดเยี่ยม โครงสร้างความปลอดภัยที่ก้าวล้ำ และเครือข่าย Supercharger ที่ไร้รอยต่อ ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบที่ทำให้ Tesla เป็นผู้นำ นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อย่างแท้จริง
ในปี 2025 นี้ Tesla ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า ความปลอดภัยที่เหนือระดับ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงชีวิต หากคุณพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทาง และต้องการสัมผัสกับ ประสบการณ์ขับขี่ Tesla ที่ไม่เหมือนใคร ผมขอเชิญชวนให้คุณได้สำรวจ เทสล่า รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัยล่าสุด
อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติยานยนต์! ค้นพบศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตได้แล้ววันนี้ที่ศูนย์ Tesla ใกล้บ้านคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ Tesla Thailand เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ เทคโนโลยีล่าสุด และข้อเสนอพิเศษในปี 2025!

